Section in Film and Production
Janram

Thirteen Days
A tale of two sisters
Strange-days
City of Angels
visitorQ
Secret Room No.7

Janram
 
Janram Gallery


จันทร์แรม
คาวเลือด ความตาย ความรัก

จันทร์แรม ..ปีศาจดูดเลือด ตื่นขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ความหิว
กระหายที่เธอไม่อาจควบคุม ..ความเหงาที่ผลักดันให้เธอมองหาใครสักคน
สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปีศาจร้ายขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ กัดกินชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง
ที่มีเพียงความรักมอบให้แก่เธอ ..เรื่องยุ่งยากไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อผู้หญิงอีก
คนก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ ..ขณะเดียวกัน กลิ่นคาวเลือดและความตาย
เริ่มเข้าครอบคลุมกรุงเทพยามราตรี ขมวดปมปริศนารักสามเส้านี้อย่างไร้สิ้น
ทางออก

JANRAM / a strange experimental film / set in the heart of
modern day Bangkok / a middle class life style / a vampire-
like creature with un controllable urge for life / a girl's
willingness to sacrifice everything for love / an unusual &
bloody love triangle

a Niepce House Production : a film by Kirati Nak-intanond


JANRAM/an article from NATNALIN magazine (issue 8)
คนทำงานภาพถ่าย เมื่อถึงจุดหนึ่ง จะหันสู่งานภาพยนตร์ คนทำงานโฆษณา
เมื่อถึงจุดหนึ่ง จะหันสู่การเล่าเรื่องที่ใช้เวลามากกว่าสิบห้าวินาที
หากไม่ยึด
ติดกับกรอบความคิดมากมายนัก หากไม่กักขังตัวเองอยู่ในรูปแบบตายตัว
งานทัศนศิลป์ / visual arts ไม่ว่าแขนงใด ล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และ
ข้ามเขตแดนกันไปมาเสมอบ่อยครั้งที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คนทำ
จิตรกรรมหันไปถ่ายภาพ คนถ่ายภาพหันไปถ่ายหนัง คนทำหนังหันมาเขียน
หนังสือ ..จะหมุนเวียนไปทางไหน ก็เป็นกิจกรรมการบอกเล่าเรื่องราว ขอ
แค่คุณมีเรื่องจะเล่าเท่านั้นเอง
ในชีวิตคนเรามีเรื่องจะเล่ามากมาย ขึ้นอยู่กับ
ว่าจะมีเวลามาเล่าสู่กันฟังหรือเปล่า เล่าด้วยวิธีไหนเล่าให้ใครฟัง และที่สำคัญ เล่าเรื่องแล้วมันจะต้องเสียเงิน หรือว่าได้เงินกันแน่

จุดเริ่มต้นของงานนี้ ..มาจากความคิดของ ศิรวัชร นาคอินทนนท์ซึ่งคนนี้เคยทำงานศิลปภาพถ่ายเชิงความคิด / concept-
-ual photography เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันก็ยังทำอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้กับมันเหมือนในอดีตการทำงานศิลป
ภาพถ่ายเชิงความคิด นั้นมีต้นทุนสูงและไม่มีรายได้กลับคืนมา คนที่ทำต้องทำด้วยใจอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็มีขีดจำกัดของ
ตัวเอง เวลาเกือบสิบปีที่ชีวิตของเขาอยู่กับการทำหนังโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักในตำแหน่ง producer ทำให้เขาเป็นคนที่
แบกรับภาระทุกอย่างของงาน(โฆษณา) แต่ละชิ้น ใครมีปัญหาคับข้องใจ ต้องการอะไร หรือจะด่าใคร ก็มาลงที่เขาเสียทั้งนั้น
..ลูกค้า - เอเจนซี่ จะคิดเห็นอย่างไรก็ต้องทำไปตามนั้น ..ทั้งที่ส่วนตัวแล้ว เขาเป็นคนที่ไม่เคยยอมอ่อนให้คนอื่นสักเท่าใด
แต่ในวิชาชีพแบบนี้ ก็ต้องยอมให้กันไป เพราะลูกค้าคือพระเจ้า ..

"เรื่องเดิม ปัญหาเดิม ซ้ำอยู่อย่างนี้เป็นสิบปี ไม่เคยเปลี่ยน" เขาบ่นให้ฟัง บางครั้งอยากทดลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง ..
เมื่อปี 2544 เขาลองทำหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ชื่อ เมืองนางฟ้า / city of angels และส่งเข้าร่วมงานประกวดหนังสั้นครั้งที่5 ของ
มูลนิธิหนังไทย ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะอยากลองทำดู ปรากฏว่าหนังสั้นเรื่องแรกของเขาชนะเลิศรางวัล รางวัลรัตน์
เปสตันยี ก่อนที่จะลงมือถ่ายทำเมืองนางฟ้านั้น งานชุดนี้เป็นงานภาพถ่าย และแสดงอยู่ที่ space contemporary art
(เอกมัย) จากตรงนั้น วิสัน จิระอังกูรสกุล ชักชวนให้ศิรวัชรลองนำงานชุดเดียวกันนี้มาทำเป็นหนังสั้นเพื่อส่งประกวด..วิสัน เป็นตากล้องภาพยนตร์ (งานล่าสุดคือหนังเรื่อง ไอ้ฟัก) .. ก่อนมาร่วมกันทำหนังสั้น เมืองนางฟ้า ทั้งสองเคยร่วมงานกันมา
ก่อนแล้วหลายครั้ง

ในเรื่องของเสียง / ดนตรีประกอบนั้น ศิรวัชร หันไปหามืออาชีพเก่าแก่ของวงการ ศิษฏ์พงษ์ หนูมา หรือคุณลาส โดยบอก
แนวคิดว่า ต้องการเสียงคนคุยกัน บรรยากาศพลุกพล่านแบบซ่องเมืองเก่า เสียงคนเชียร์แขก และที่สำคัญ จุดสุดท้ายจะ
ต้องวนกลับไปหาจุดเริ่มต้น เหมือนเป็นวังวนไม่มีที่สิ้นสุด ..และพวกเขาก็ได้เสียงประกอบหนังที่ฟังดูเศร้า หดหู่ และน่า
ขนลุกที่สุด ศิรวัชรไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต เมื่อทำได้แล้ว ก็ดีแล้ว ..จะได้ลองทำอย่างอื่นต่อไปบ้าง

หลังจากนั้นก็กลับไปทำหนังโฆษณาแบบเดิม วันแล้วคืนเล่า จะมีงานแสดงภาพถ่ายของตัวเองอยู่บ้างประปรายร่วมกับกลุ่ม
ศิลปิน scopolamine .. แต่ตลอดเวลา ในใจเขาคิดถึงวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นมากกว่าภาพนิ่ง ที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่อเนื่อง
ด้วยความยาวมากกว่าสิบห้าวินาที ..และไม่ใช่หนังสั้น แต่เป็นภาพยนตร์ความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง ..เขามีความคิดเกี่ยวกับ
หนังสยองขวัญ เกรดบี / b-movies แบบง่ายๆ ดิบแต่ดูสนุก ยิ่งห่างจากคำว่าศิลปะได้มากเท่าใดยิ่งดี เป็นที่ทราบกันทั่วไป
ว่าฟิล์มภาพยนตร์ 35 ม.ม. มีราคาแพงมหาศาลและไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาละลายเล่นกับการทดลองความคิด อีกทั้งขั้นตอน
post production (อันเป็นสิ่งจำเป็น) ก็ต้องใช้เงินอีกมากมายเช่นกัน

จนกระทั่งเข้าสู่ยุคของ ดิจิตอล วิดีโอ ..แม้เครื่องมือจะมีราคาแพง แต่สามารถลดค่าใช้จ่ายอื่นๆลงไปได้มาก อีกทั้งขั้นตอน
ต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย ส่วนในแง่ของคุณภาพ หากรู้จักใช้ให้เป็นแล้ว สามารถผลิตงานที่ดูเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายกันตาม
โรงหนังเลยทีเดียว (เน้นว่าต้องใช้ให้เป็น) ..แน่นอนว่า อย่างไรมันก็ไม่เนียนสวยเท่ากับถ่ายด้วยฟิล์ม แต่ถ้าไม่มานั่งจับ
ผิดกันทุกฉาก ก็คงผ่านตาไปได้ง่ายๆ

ศิรวัชร มีแนวคิดเกี่ยวกับหนังสยองขวัญ เกรด บี ดูง่ายและดิบ คนเขียนบทเรื่อง จันทร์แรม ก็มีความเห็นไปในทางใกล้
เคียงกัน และคิดต่อไปว่า จะดิบหรือสุก ก็ไม่ว่าอะไร แต่ขอให้หนังมันเดินเรื่องไปเร็วๆ เล่าเรื่องด้วยภาพเป็นหลัก ทุกคำพูด
ในหนังมีไว้เพื่อส่งต่อฉากต่อไป ไม่ต้องเถลไถลให้เสียเวลา ..มาถึงตรงนี้ ผู้กำกับเขาก็เห็นด้วย เพราะเขาเองก็มาจากงาน
โฆษณา ไม่ถนัดเล่าเรื่องยาวๆ อะไรที่เล่าให้จบได้ในสิบห้าวินาที ก็ให้มันจบแค่นั้น

ผู้กำกับที่กล่าวถึง คือ กิรติ นาคอินทนนท์ ..คนนี้มีชีวิต เติบโตมากับกองถ่ายหนังโฆษณา ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียน
โฆษณา จบมาก็ทำงานโฆษณา ..สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ คุณพ่อบอกว่า ถ้าคิดจะเป็นผู้กำกับ ต้องเรียนรู้การตัดต่อให้เป็นด้วย
จึงส่ง กิรติ ไปทำงานที่ ไฟนอล คัท เป็นหนึ่งในเครือของสยาม สตูดิโอ สมัยนั้น ..เขาทำงานอยู่ในห้องตัดต่อหลายปี เรียนรู้
งานจากประสบการณ์จริงอยู่ทุกวินาที จนวันหนึ่งจึงอยากออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันเหมือนคนอื่นบ้าง จึงขอไปเป็นผู้ช่วย
ผู้กำกับ และทำอยู่หลายปีเช่นกัน จนเลื่อนขั้นไปเป็นผู้กำกับในเวลาต่อมา ..ประสบการณ์จากห้องตัดต่อมีผลดีกับการกำกับ
จริงๆ ..ปกติแล้วการตัดต่อนั้นเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก บางทีขาดหรือเกินไปแค่เฟรมเดียว สามารถ
ทำลายงานนั้นให้ย่อยยับไปง่ายๆ ผู้กำกับส่วนมากจะไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของการตัดต่อเท่าใด แต่ผู้กำกับที่รู้ขั้นตอน
วิธีการตัดต่อ จะสามารถเข้าใจกระบวนการสำคัญได้อย่างเบ็ดเสร็จมากกว่า

นอกจากงานโฆษณา หนังสารคดีแล้ว เขายังเกือบมีโอกาสได้ทำหนังสารคดีให้กับ National Geographic คือเมื่อปลายปี
ที่ผ่านมา National Geographic มีโครงการให้ทุนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับเอเชีย แต่ให้แค่สามเรื่อง หรือสามรายเท่านั้น
ทุกประเทศก็ต้องมาแข่งขันกัน ..โครงการของกิรติ มาเป็นอันดับสี่ ..พลาดไปนิดเดียว ไปแพ้โครงการหนังที่เกี่ยวกับ นีโอ
นาซี ในประเทศอินเดีย หรืออะไรทำนองนั้น ..มิเช่นนั้นก็คงเป็นทีมงานไทยรายแรกที่เข้าร่วมงานนี้ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ได้
มีแค่ครั้งเดียว ยังมีโอกาสต่อไป กลับมาทำงานหาเงินอย่างเดิมก็ดีเหมือนกัน

สำหรับหนังยาว จันทร์แรม ในตอนแรก ศิรวัชร ยังคงยืนยันเรื่องความดิบ แต่เมื่อรวมรวบทีมงานทั้งหลายซึ่งเป็นมืออาชีพ
ทั้งนั้น เรื่องความดิบถึงจะไม่มีใครคัดค้าน แต่เห็นชื่อผู้ร่วมงานแต่ละคนแล้วก็รู้ว่า ไม่มีใครยอมให้หนังออกมาดิบอย่างที่
ศิรวัชรอยากได้แน่นอน ..หน้าที่สำคัญก็ยังเป็นของคนที่เคยร่วมงานกันมานาน เช่น ช่างภาพ วิสัน จิระอังกูรสกุล (ศิษย์
เก่าเทคนิคกรุงเทพ) ..ศิลปินเสียง ศิษฏ์พงษ์ หนูมา หรือคุณลาส ..ผู้กำกับ กิรติ นาคอินทนนท์ และทีมงาน จากบริษัทของ
เขาทั้งชุดที่ต้องลากจูงกันไป ยังมีคนเขียนบทภาพยนตร์ ซึ่งเป็นคนลึกลับ ขี้อาย ไม่ชอบปรากฏชื่อให้เห็นตามที่สาธารณะ แต่ก็เขียนหนังสือและทำงานภาพถ่ายมานานหลายปี จึงพอเข้าใจได้อย่างดีว่า การสื่อด้วยตัวอักษรนั้นต่างจากการสื่อด้วย
ภาพอย่างไร การสื่อด้วยภาพนิ่งต่างจากภาพเคลื่อนไหวอย่างไร อะไรที่ไม่สามารถสื่อด้วยภาพ (ในจำนวนไม่กี่เฟรม) เขาก็
จะไม่เขียนลงไปในบทให้มันรกรุงรัง (เพราะรู้ว่าเขียนไปก็ถ่ายไม่ได้)

งานแบบนี้ต้องทำกันเป็นหมู่คณะ ..ไม่ว่าจะมีงบประมาณมากน้อยก็ตาม ถ้าเพื่อนร่วมงานมีความเห็นแตกต่าง บางครั้งมัน
ก็ต้องมาพบกันครึ่งทาง เพราะงานแต่ละส่วน แต่ละคนมีหน้าที่เฉพาะของตนอยู่แล้ว และเป็นอาชีพที่พวกเขาทำกันมานาน จะเข้าไปจุกจิกกับเขาก็ไม่ได้อีก ต้องให้ความเคารพวิชาชีพของเขาด้วย อย่างเช่นช่างภาพ ผู้กำกับ คนเขียนบท คนทำเสียง
ประกอบ คือเมื่อถึงเวลาทำงานจริงๆ พวกเขาก็ไม่อยากปล่อยงานในความรับผิดชอบของตัวเองให้ดิบเกินไป ถึงทุกคนจะรู้
ว่างานนี้ก็แบบช่วยๆกันไป ไม่ได้เอาค่าแรงเต็มราคา (หรือไม่ได้เลย)..ไปๆมาๆ ทุกคนก็ต้องมานั่งทำให้เต็มเวลาอยู่ดี ..ยิ่ง
เจ้าของโปรเจคไม่มาจุกจิกจู้จี้ พวกเขายิ่งตั้งใจทำมากขึ้นกว่าเดิม (เมื่อไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เหมือนเป็นงานส่วนตัว
ของพวกเขา)

นอกจากนั้น ผู้ร่วมงานยังต้องรับฟัง producer และ ผู้กำกับอีกด้วย เช่นบทภาพยนตร์ ต้นฉบับเดิมค่อนข้างซับซ้อนอยู่มาก
ตัวละครมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีสาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างที่เป็น แต่เมื่อพิจารณากันแล้ว เรื่องมันยาวยืด มันซับซ้อนเกินไป
สำหรับเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ..ก็ต้องตัดรายละเอียดต่างๆออกไป มาถึงตรงนี้ คนเขียนเขาก็มีความคิดว่าหลักการของหนัง
ทั่วไปนั้น มันจะมีบทนำ มีการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร มีมิติ ความลึกของตัวละคร และนำไปสู่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่อันเป็นจุด
สุดยอดของเรื่อง แต่ถ้าจะทำให้กระชับ เขาก็จะลองใช้วิธีตรงข้าม คือทดลองโยนหลักการที่ว่าทิ้งไปก่อนแล้วลองดูว่ามันจะ
ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งศิรวัชร และกิรติ ก็ใจกว้างและกล้าพอที่จะรับแนวคิดประหลาดนี้ เพราะไหนจะเสียเวลาทำกัน
แล้ว ก็ขอให้ได้เห็นอะไรที่อยากจะเห็นเป็นความรู้กันสักครั้ง เรื่องแบบนี้ อ่านจากหนังสือ หรือนั่งดูอย่างเดียวมันก็ไม่ได้
อะไรขึ้นมา นอกจากนั่งโม้ นั่งวิจารณ์กันไปเรื่อยเปื่อย มันต้องลองทำดู จะผิดพลาดอย่างไร ก็ยังมีวันหน้าให้แก้ไขกันได้
ต้องทำจริง ถึงจะรู้จริง..

ในส่วนของ post production นั้น ศิลปินเสียง ศิษฏ์พงษ์ หนูมา ทำไว้ถึงสองเวอร์ชั่นด้วยกัน อันแรกเป็นเสียงกระหึ่ม
เสียงกระหน่ำจังหวะเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีช่วงพัก ..ซึ่งทำให้เรื่องที่เดินไปในแนวราบกลับดูรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง
ลองนึกถึงสมัยที่คุณ (บางคน) ยังไปเที่ยวสีลม ซอย 4 ..ดนตรีจังหวะเดียว คุณกระโดดอยู่ตรงนั้นไม่มีหยุด จนรู้ตัวอีกที
เวลาก็ผ่านไปแล้ว สองสามชั่วโมง ..งานเวอร์ชั่นแรกของคุณลาส ศิษฏ์พงษ์ หนูมา ให้ความรู้สึกนั้นจริงๆ ซึ่งสนุกมาก แปลก
สุดๆ และไม่ทิ้งโอกาสให้ลุกไปไหนได้เลย แต่ในเวอร์ชั่นสอง เขาทำตรงกันข้าม มาในแนวของภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งให้อารมณ์ไปอีกแบบ เหมือนดูหนังคนละเรื่องเลยก็ว่าได้ .. ทำให้รู้ว่า เสียงเป็นสิ่งสำคัญมาก ส่วนใครจะชอบเวอร์ชั่น
ไหนก็คงขึ้นกับแต่ละบุคคล หรือจะชอบทั้งสองแบบก็ยังได้

เมื่องานเสร็จ ทุกคนหมดหน้าที่ และแยกย้ายกันไปตามงานประจำของตัวเอง ยกเว้น ศิรวัชร ที่ยังต้องเหน็ดเหนื่อยกับ
โครงการของเขา ความรับผิดชอบทางธุรกิจที่ยังต้องดูแลจันทร์แรม เข้ามาในชีวิตแล้ว เธอไม่ยอมจากไปไหนจริงๆ ยังคง
วนเวียนอยู่กับเขาทุกคืน ทุกวัน ..จนกว่าจะมีปีศาจตัวใหม่เข้ามาเยี่ยมเยือน

JANRAM / an article from NATNALIN magazine (issue 8)


JANRAM a NIEPCE HOUSE production a KIRATI NAK-INTANOND film
JINTANA AROMYEN METHANE SUWANJINDA BUSARAKAM APHITANARAK
casting by PAWARISA AUNRUEAN
production designer JIRADEJ THITITHAMSUKUL and JIRARU SOMYAD
second unit director WITAYA KLAIYINGMUEAN and YUTHANA NOIMAI
music by SITSPONG NUMA edited by KIRATI NAK-INTANOND and WITAYA KLAIYINGMUEAN
director of photography VISAN JIRA-ANGKULSAKUL
executive producer WICHIEN NAK-INTANOND produced by SIRAWAT NAK-INTANOND
written by VARAPON H. PHADUNGRATNA directed by KIRATI NAK-INTANOND

based upon the character JANRAM created by POOMKAMOL PHADUNGRATNA copyrights 2004