Section in Film and Production
Janram

Thirteen Days
A tale of two sisters
Strange-days
City of Angels
visitorQ
Secret Room No.7

 
Thirteen Days
บทความจาก ณัฐนลิน ฉบับที่ 4

มีข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ขีปนาวุธในประเทศคิวบา (Cuba Missile
Crisis) มากมายในอินเตอร์เนต สำหรับท่านที่ไม่ชอบเสียเงินซื้อหนังสือ
เราเลือกแบบที่อ่านง่าย-ข้อมูลเชื่อถือได้มาให้เป็นการเริ่มต้น เพราะบางเว็บ
ให้ข้อมูลผิดพลาดอย่างแรง ส่วนเดือนนี้เราแนะนำเว็บรวมภาพถ่ายทางทหาร จากเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐอเมริกา
http://www.gwu.edu/~nsarchiv
ฟังเทปบทสนทนาระหว่างประธานาธิบดีเคเนดี้และที่ปรึกษา ในช่วงวิกฤต
คิวบา (1962) พร้อมหัวข้อ-รายละเอียดได้ที่
http://www.hpol.org/jfk/ cuban/

THIRTEEN DAYS : คุณทราบหรือไม่ว่า
ในปี 1962 เรารอดจากสงครามโลกครั้งที่ 3 และระเบิดนิวเคลียร์ล้างเผ่าพันธุ์
มนุษย์มาอย่างหวุดหวิด หลายท่านคงยังจำวิกฤตการณ์ขีปนาวุธในประเทศ
คิวบา (Cuba Missile Crisis) เมื่อปี 2505 / 1962 ได้ ส่วนท่านที่ยังไม่ได้
ลืมตาดูโลก ในปีนั้น อาจทราบเรื่องนี้จากหนังสือ หรือคำบอกเล่า หรือท่านที่
เคยดูภาพยนตร์เรื่อง THIRTEEN DAYS (ที่เควิน คอสเนอร์ Kevin
Costner เล่น) ซึ่งนำเสนอความตึงเครียดในทำเนียบขาว ก็คงพอทราบที่มา
ที่ไปได้บ้างเช่นกัน ..ประเด็นประวัติศาสตร์ ช่วงปีนั้นยังถูกนำมาผูกเป็น
นิยายของ ทอม แคลนซี่ Tom Clancy ในเรื่อง The Sum of All Fear
(นำมาทำเป็นภาพยนตร์อีกเช่นกัน ที่มี เบน เอฟเฟลก เล่นคู่กับ มอร์แกน
ฟรีแมน) ต่างกันที่ ทอม แคลนซี่ เขียนถึงอนาคต ความหวาดระแวงระหว่าง
มหาอำนาจอเมริกากับรัสเซีย อดีตคู่ปรับ และกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายขวาที่เฝ้า
ฉกฉวยประโยชน์ ..ขณะที่นักการเมืองไม่ได้มองประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน

กันเลย อันที่จริง ข้อมูล ความเข้าใจเกี่ยวกับ Cuba Missile Crisis เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ความเชื่อเดิม
ถูกลบล้างหลายครั้งด้วยหลักฐานเอกสารใหม่ๆ ที่ค่อยๆ หลุดออกมาจากหน่วยราชการ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสิบกว่า
ปีมานี้ รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยเอกสารลับต่อสาธารณะ ทั้งเทปบันทึกเสียง ภาพถ่าย (กฎหมายบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยเอกสาร
ราชการ หลังจากผ่านเวลาที่กำหนดไว้) ทางฝ่ายรัสเซียเอง หลังจากสหภาพโซเวียดล่มสลาย ก็เริ่มเปิดเผยข้อมูลลับต่างๆ
ของตนออกมาเรื่อยๆ
ความเชื่อเดิม มองกันว่าการผ่านวิกฤตนั้นมาได้ เพราะความแข็งกร้าว กำลังอาวุธที่เหนือกว่าของ
อเมริกา ทำให้รัสเซียยอมถอย และถอนขีปนาวุธจากคิวบา แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น จากบันทึกและคำบอกเล่าของ
ผู้นำสหรัฐในสมัยนั้นเอง เรื่องยุ่งๆยุติลงได้ เพราะการยอมโอนอ่อนของทั้งสองฝ่าย การเจรจาทางการทูตและความพยายาม
จะเข้าใจจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญ มิฉะนั้นแล้ว โลกคงเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ ไปตั้งแต่ปี 2505 / 1962 แล้วเพื่อไม่
ให้สับสนไปว่านี้ ลองมาดูที่มาที่ไปของเหตุระทึกในอดีตครั้งนี้กันก่อนดีกว่านะ
คือแบบว่า เดือนตุลาคม 2505 / 1962
เครื่องบินสอดแนม U2 ของอเมริกาสามารถถ่ายภาพการก่อสร้างฐานขีปนาวุธแบบ MRBM ของโซเวียด ในประเทศคิวบา
ซึ่งอยู่ใกล้กับชายฝั่งของรัฐฟลอริด้าแค่นิดเดียว ถ้าหากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วจรวดชุดนี้สามารถยิงถล่มเมืองหลวงของ
อเมริกา โดยใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น เรียกว่าไม่มีทางตั้งตัวได้ทันเลย
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ (John F.
Kennedy) ออกโทรทัศน์ ประกาศกร้าวให้โซเวียดถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาในเวลาที่กำหนดมิเช่นนั้นสองประเทศจะ
ต้องรบกัน นั่นหมายถึงสงครามนิวเคลียร์ !!! จากนั้นอเมริกาทำการปิดกั้นน่านน้ำ เส้นทางเข้าออกคิวบาทั้งหมด โดยความ
เห็นชอบจากประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ กองเรือรบอเมริกันและกองเรือดำน้ำของรัสเซียต้องเผชิญหน้า วัดดวงกันว่า
ใครจะบ้าจี้ ยิงก่อนเป็นฝ่ายแรก ใครยิงก่อนก็จะถือว่าเป็นคนเริ่มสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก

ขณะเดียวกันในที่ประชุมสหประชาชาติ ท่าทีแข็งกร้าวของทูตรัสเซีย (ก็โซเวียดนั่นแหละ) ถูกตอบโต้ด้วยหลักฐานภาพถ่าย ภาพการก่อสร้างฐานขีปนาวุธในคิวบา ..เมื่อโลกเห็นชัดว่ามีระเบิดนิวเคลียร์อยู่ในคิวบา ความตึงเครียดยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะ
ทุกคนรู้แล้วว่าอเมริกา-โซเวียด ไม่ได้ล้อเล่น ยิ่งกว่านั้นถ้ารบกันจริงๆ โซเวียดจะต้องบุกเบอร์ลินตะวันตก (Berlin) ก่อน
อันดับแรก หมายถึงกลุ่มประเทศนาโต้ NATO จะต้องถูกลากเข้าสงครามไปด้วย
ที่น่ากลัวกว่า สองประเทศมหาอำนาจเตรียม
ใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการทำสงคราม การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ถ้าการทูตล้มเหลว หมายถึงจุดจบของอารยธรรมมนุษย์ที่เรา
รู้จักกันในวันนี้ทีเดียว

สิบสามวันที่โลกหวั่นวิตกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เท่าที่โลกรับรู้เหตุการณ์ปี 2505 / 1962 คือโซเวียดยอมถอนขีปนาวุธ
จากคิวบา ยุติการเผชิญหน้าทางทหาร หลายปีต่อมา มีการเปิดเผยเบื้องหลังการถอนขีปนาวุธ ชาวโลกกลับยิ่งหนาวกว่าเดิม
เพราะพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเดือนตุลาคม ปี 2505 / 1962 ชีวิตของพวกเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายอย่างแท้จริง..
ดังที่ เคนเนท โอ ดอนเนล (Kenneth P. O'Donnell) ที่ปรึกษาของเคเนดี้ กล่าวในภาพยนตร์ "ถ้าพรุ่งนี้ ตื่นเช้าแล้วเห็น
พระอาทิตย์..." ในชีวิตจริง ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว จะมาเริ่มต้นใหม่เหมือนเล่นเกมไม่ได้ ..เกมนี้เดิมพันด้วยชีวิตของ
คนจำนวนหลายร้อยล้านคน เฮ้อ..แล้วทำอย่างไรเขาถึงได้ปล่อยให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้นะ เรื่องของมนุษย์ มันต่างมี
เหตุหนุนเนื่องกันมาแต่อดีต แต่ละเหตุล้วนมีผลต่อปัจจุบัน อนาคตทั้งนั้นเรื่องนี้ก็ต้องย้อนไปถึงตอนหลังสงครามโลกครั้ง
ที่สอง
โลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2492 / 1949 และส่งผลกระทบทางการเมือง
ในอเมริกาอย่างรุนแรง ต่อมาเกิดสงครามเกาหลีขึ้นอีก สองเรื่องนี้ทำให้ประธานาธิบดี ทรูแมน ต้องหลุดจากตำแหน่งอย่าง
อัปยศ (โดนด่าตรึม) จากนั้นอเมริกาก็เข้าสู่ยุคของความหวาดระแวง ใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองกันนัวเนีย ..เลยมาถึงสมัย
ของ จอห์น เอฟ เคเนดี้ (John F. Kennedy) เข้าสู่การปฏิรูปวัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชนในประเทศครั้งใหญ่ แต่ก็มามี
เหตุนอกประเทศเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่เรื่องในยุโรป ความขัดแย้งในเวียดนาม จนมาถึงเรื่องใกล้ตัวคนอเมริกันมากที่สุด
คือประเทศคิวบา ดันตกเป็นของคอมมิวนิสต์ ..กลุ่มผู้นำในสหรัฐอเมริกามีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า น่าจะใช้กำลัง
ทหารเข้าขับไล่คอมมิวนิสต์ไปเสียจากคิวบา แต่ยังลังเลอยู่ที่เรื่องของความเหมาะสม เพราะการยกกำลังทหารไปยึดประเทศ
อื่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ (ในโลกของความจริง) อีกอย่าง สหภาพโซเวียดจะต้องตอบโต้แน่นอน (เพราะเขาสนับสนุน
คิวบาอยู่)

ผู้นำโซเวียดขณะนั้นคือ นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Sergeyvich Khruschev) เป็นคนที่มีกิริยากร้าวร้าว เมื่อครั้งประชุมสห
ประชาชาติ ผู้แทนจากประเทศฟิลิปปินส์ บังเอิญพูดจาไม่เข้าหูครุฟชอฟ เลยโดนด่าเป็นพวกลิ่วล้ออเมริกันกลางที่ประชุม นอกจากนั้น ครุสชอฟ ยังถอดรองเท้า เอาขึ้นมาทุบโต๊ะเป็นการเยาะเย้ยอีกด้วย เรียกว่าแกเถื่อนสะใจดี หากท่านเคยดู
ภาพยนตร์เรื่อง Enemy At The Gate (อ่านฉบับที่แล้ว) คงเคยเห็นคนที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการกับแผนการรบที่สตาลิน
กราด นั่นแหละครับ บทบาทของ ครุสชอฟ ก่อนมาเป็นผู้นำประเทศ ตอนนั้นเขายังเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของพรรค
คอมมิวนิสต์ ..จบสงครามที่สตาลินกราดแล้ว ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงอย่างรวดเร็ว จนมาเป็นผู้นำประเทศในเวลาต่อมา ..

ครุสชอฟ พยายามปกป้องคิวบาไว้ โดยการนำขีปนาวุธนิวเคลียร์เข้าไปติดตั้ง ส่วนหนึ่งเพราะตอนนั้นอเมริกามีระเบิด
นิวเคลียร์มากกว่ารัสเซียหลายเท่านัก วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือเอาอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่น้อยนิดนี่แหละ ไปตั้งจ่อคอหอย
อเมริกาไว้เสียเลย หากจะรบกันจริงๆ ยังได้เปรียบบ้าง จะไปว่ารัสเซียฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เพราะอเมริกาเองมีท่าทีแข็งกร้าว
กับคิวบาอย่างมาก จะว่าอเมริกาฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกอีก เพราะคิวบามีชายแดนติดกับอเมริกา เรื่องในคิวบาย่อมมีผลกระทบ
ถึงอเมริกาก่อนใคร (เหมือนไทยกับพม่า)

บทเรียนจากวิกฤตการณ์นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทูตและความเข้าใจในปัญหาของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อซ้ำเติม แต่เพื่อหา
ทางออกให้คู่ตรงข้าม ..ทุกคนมีอัตตา มีศักดิ์ศรีที่ต้องคำนึงถึง หากถูกต้อนให้จนมุม เขาจะสู้อย่างจนตรอก ซึ่งอันตรายกับ
ทุกฝ่าย ฝ่ายอเมริกา เคเนดี้ยอมถูกเพื่อนประนามเป็นคนอ่อนแอ โดยยอมถอนขีปนาวุธจากประเทศตุรกี ยอมให้สัญญา
(ที่ฝ่ายขวายอมรับไม่ได้) นั่นคืออเมริกาจะไม่มีวันโจมตีคิวบาด้วยกำลังทหาร ฝ่ายโซเวียด ครุสชอฟ ยอมเสียอำนาจทางการ
เมืองของตน ด้วยการถอนอาวุธนิวเคลียร์จากคิวบา (เขาถูกปลดจากตำแหน่ง ไม่กี่ปีหลังจากนั้น) และคนที่บทบาทในการกู้
สถานการณ์ ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักเจรจา โรเบิร์ต เคเนดี้ ทูตรัสเซียและบรรดาสายลับระดับสูงทั้งหลาย..แน่นอนว่าหน้า
ฉาก เขายังต้องเล่นลิเก ฟาดฟันกันตามบท เพื่อให้คนดูพอใจ เรื่องนั่งคุยกันนี่ เขาแอบทำลับหลัง

ความคลาดเคลื่อนที่ภาพยนตร์ THIRTEEN DAYS นำเสนอ (อย่างจงใจ) คือ เคนเนท โอ ดอนเนล (Kenneth
P. O'Donnell) ซึ่งเล่นโดย เควิน คอสเนอร์ ความจริงไม่ได้มีบทบาทอะไรนักเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แน่นอนที่เขาเป็นคน
ใกล้ชิด และรับรู้เรื่องราวทุกอย่างก่อนคนอื่นในคณะรัฐบาล แต่เขาอยู่ในฐานะผู้ประสานงานมากกว่าอย่างอื่น และในความเป็นจริง คิวบา-รัสเซียไม่เคยยิง ป.ต.อ. ใส่เครื่องบินสอดแนมของอเมริกา ยกเว้นวันที่ 27 ตุลาคม 2505 / 1962 เท่านั้น ที่หน่วยรบภาคสนามขัดคำสั่ง ยิงจรวด SAM ทำให้เครื่องบิน U2 ตก นักบินเสียชีวิต ..ในความจริง ครุสชอฟ มีคำสั่งห้ามยิงเครื่องบินอเมริกัน ไม่ว่าในกรณีใด เรื่องนี้น่าจะสร้างความไม่พอใจแก่ทหารรัสเซียอยู่ไม่น้อย ..จะว่าไปแล้ว วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มจากผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจ แต่เกิดจากความหวาดระแวงในหมู่ที่ปรึกษา กองเชียร์ ฐานอำนาจทางการเมืองที่ส่งผู้นำสู่ตำแหน่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ตกอยู่ที่ผู้นำประเทศต้องนำพาชาติออกจากวิกฤต ..ผู้นำที่โลกจดจำคือคนที่ยอมเสียสละอำนาจ หรือชีวิตของตนเอง โดยไม่ฟังคำที่ปรึกษาทั้งหลาย เพื่อให้ชาติมีวันพรุ่งนี้ต่อไป

(บทความจาก ณัฐนลิน ฉบับที่ 4)