Section in Film and Production
Janram

Thirteen Days
A tale of two sisters
Strange-days
City of Angels
visitorQ
Secret Room No.7

Visitor Q
[ บทความจาก ณัฐนลิน เล่ม 8 ] กระแทกหน้าอารยธรรมร่วมสมัย.. แล้วทุบซ้ำด้วยหินก้อนโต

ในบรรยากาศย้อนยุคสู่สมัยแห่งการกดขี่ทางวัฒนธรรม ของปี พ.ศ. 2547 ทำให้นึกถึงหนังญี่ปุ่นเก่าเก็บอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อปี 2544 / 2001 ..visitor Q ผลงานพิศดารจากหัวสมองของ Takashi Miike ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ชื่อนี้เคยทำให้ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมต้องเบือนหน้าหนีไปพร้อมๆกัน ..ที่เป็นเช่นนี้เพราะวิธีการนำเสนอของเขา คนทั่วไปจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่รุนแรง สะอิดสะเอียนเกินกว่ามาตราฐานศีลธรรมของสังคมจะยอมรับได้ ทั้งที่ภาพที่ปรากฏในหนังก็ไม่ได้โจ่งแจ้ง ชัดเจน หรือโหดร้ายอย่างที่คนดูจินตนาการ ..พูดง่ายๆ คือผู้กำกับสามารถกระตุ้นจินตนาการคนดู กระชากความรู้สึก จนมองเห็นภาพที่ไม่ได้มีอยู่จริงในหนัง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ประเด็นของเขา ก็เป็นเรื่องราวใกล้ตัว ประเด็นทางศีลธรรม ปัญหาครอบครัวที่คนเราต้องเผชิญอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้นำเสนอผ่านภาพถ่าย / ภาพยนตร์ ..มันโหดกว่านั่งคุยกันเยอะ หากมองผ่านเปลือกนอกของการนำเสนอ และมองไปที่ประเด็นหลัก จะเห็นว่า visitor Q เป็นหนังครอบครัว เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่ง ที่มีปัญหาเหมือนอีกหลายครอบครัวในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน เรื่องของพ่อ แม่ที่เฉยชาต่อกัน ต่างคนต่างหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตนเอง และไม่สนใจจิตใจของคนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จากจุดนี้ มันทำให้ปัญหาลามไปสู่ลูกๆ


ในเรื่อง ภรรยากลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในทุกเรื่อง ยอมให้ลูกชายกดขี่ข่มเหงสารพัด แต่เธอก็ยอมเพราะมันเป็นลูก ทางออกของเธอคือยาเสพติด ที่พาเธอหลุดพ้นจากโลกความเป็นจริง แล้วจะเอาเงินจากไหนมาซื้อยาได้ทุกวัน ก็ไปขายตัว หาเงินมาซื้อยา.. ทั้งนี้เพราะทุกอย่างที่เธอทำให้ครอบครัว ไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีใครให้ คุณค่ากับเธอ (โดยเฉพาะสามี) เหมือนหน้าที่ประจำวันของเธอไม่มีความหมายในสายตาของสมาชิกครอบครัว เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ สามารถทำลายกำลังใจคนให้ย่อยยับมาแล้ว และซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนตัวของสามี ก็มีปมด้อยเรื่องอาการหลั่งเร็ว และเรื่องนี้ก็มีเหตุมาจากชีวิตของตนเอง ที่เหมือนไร้ความหมาย การงานก็ไปไม่ค่อยได้ดีเท่าใด แต่ก็ต้องทำ แต่พยายามทุกทางที่จะให้อาชีพการงานของตนเจริญ รุ่งเรืองอีกครั้ง ..การแก้ปัญหาก็เป็นวิธีโง่ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร คนเรามักหาทางออกแบบไม่ค่อยฉลาดอยู่เสมอ เพราะเราเป็นมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ..ที่สำคัญ การหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตนเอง ไม่คิดถึงใจของคน ใกล้ตัว จนลืมมองไปว่าชีวิตครอบครัว มันต้องเกื้อกูลกัน ปรึกษา รับฟังกัน จะลุยเดี่ยวคนเดียวไม่ได้ ..ไม่เช่นนั้น คนที่เขาอยู่ด้วย เขาก็จะรู้สึกว่าเขาไม่มีความหมาย ..เหมือนที่ภรรยาของนายคนนี้เขารู้สึก ส่วนลูกสาวนั้นก็แสบ บ้านนี้มันน่าหดหู่นัก ก็หนีออกจากบ้านไปขายตัวดีกว่า อย่างน้อยยังมีเงินใช้ ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ ..มีนาผืนน้อย ก็แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

..เพราะสังคมทุนนิยมแบบเราท่าน ขอให้มีเงิน มีอำนาจ สามารถหลบเลี่ยงปัญหาได้มากมาย แถมยังมาบังคับขู่เข็ญคนอื่นได้อีก และนี่คือสิ่งที่สังคมของผู้ใหญ่สอนเด็กๆ ผ่านการศึกษา ผ่านกฎเกณฑ์ ด้วยการวางอำนาจบังคับจิตใจ เจ้าลูกชายก็แย่พอกัน ถูกเพื่อนรังแกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วมันก็มาระบายอารมณ์โกรธใส่แม่มัน ทุบตีแม่ตัวเอง เพราะมันโกรธครอบครัวมันจริงๆ เพราะสภาพที่หดหู่ ปราศจากความรัก ความเข้าใจ ..แต่ถ้าจะให้เด็กมันมานั่งอธิบาย มันคงไม่รู้ว่าทำไม ความโกรธทั้งหลายมันสะสม เมื่อระเบิดออกก็หาสาเหตุจริงๆไม่พบแล้ว ปัญหาของครอบครัวนี้ ไม่ได้พิศดารไปจากครอบครัวจำนวนมากในสังคมเมืองทั่วไป และในสถานการณ์ปกติ ครอบครัวแบบนี้ก็คงจะไหลลงนรกไปพร้อมกับกาลเวลา หรือถ้าคนในครอบครัวแบบนี้มาเล่นการเมือง มันคงไล่จัดระเบียบสังคมอะไรของมันมั่วไปหมด เป็นการทดแทนปมชีวิตของตนเอง และเป็นการแสดงอำนาจเพื่อลบปมด้อยไปในตัวด้วย แต่บังเอิญว่า ครอบครัวในเรื่อง visitor Q ยังไม่ซวยขนาดนั้น ในภาวะวิกฤต ชายลึกลับปรากฏตัวขึ้น ในฉาก ชายลึกลับเดินมาเจอคุณสามีนั่งรอรถไฟ ..คือก่อนหน้านั้น (ตอนเปิดฉากแรก) นายสามีนี้ไปทำสารคดีเรื่องเด็กนักเรียนขายบริการทางเพศ แล้วก็ไปพบว่าลูกสาวตัวเองทำงานแบบนี้ ด้วยจรรยาบรรณของนักข่าว เขายังคงถ่ายสารคดีต่อไป สัมภาษณ์ลูกสาวต่อไปเรื่อยๆ และด้วยจรรณยาบรรณของหญิงขายบริการที่ดีเช่นกัน ขึ้นห้องแล้วก็ต้องให้บริการ ..จากนั้นก็เดาเอาเองแล้วกัน เสร็จภารกิจตรงนั้น นายสามีก็มานั่งเซ็งอยู่ที่สถานีรถไฟ คิดอะไรไม่ออก.. ตอนนี้แหละที่ชายลึกลับปรากฏตัว มองนายสามีนิดหนึ่ง แล้วก็คว้าก้อนหินมาทุบหัวจนคว่ำไป และจากวินาทีนั้น ชายลึกลับก็ติดตามนายสามีกลับบ้าน มานั่งกินข้าว มาอาศัยอยู่ในบ้านนั้น วิธีการของชายลึกลับ เขาไม่ห้ามปราม เพราะคนเรายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เขาไม่สั่งสอนเพราะไม่มีใครเชื่อฟังใครจริง แต่เขาปล่อยให้ปมปัญหาต่างๆไปถึงจุดที่มันวิกฤตสุดๆ แล้วธรรมชาติก็จะหาทางออกด้วยตัวของมันเอง โลกเราเป็นเช่นนี้เสมอมา อะไรที่มนุษย์เข้าไปแก้ไข เข้าไปก้าวก่าย ยิ่งแก้ยิ่งเกิดปัญหา ..แต่ถ้าธรรมชาติเข้ามาจัดการเอง ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะดำเนินต่อไปได้ สิ่งเดียวที่ชายลึกลับเข้าไปก้าวก่าย คือคุณภรรยาของบ้านนี้ เขาเข้าไปบีบนมเธอ จนน้ำนมพุ่งกระฉูด (อย่างเหนือธรรมชาติ) ..ทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะคุณแม่คนนี้คือปมสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดนั่นเอง ..ผู้หญิงคือผู้ให้กำเนิด คือศูนย์กลางของชีวิต หากเธอเข้าใจถึงพลังของตนเองแล้ว จึงจะเริ่มแก้ปัญหาได้ หัวนมผู้หญิงไม่ใช่เครื่องเพศ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต น้ำนมเลี้ยงชีวิตของเด็กๆให้เติบโต ..และย้อนไปดูฉากกินข้าว ชายลึกลับเป็นคนเดียวที่ขอเพิ่มชามที่สอง คือว่า..เขาให้ความสำคัญกับอาหารที่ผู้หญิงอุตส่าห์เสียเวลาทำให้กิน เขาจึงกินอย่างให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอทำนั้นมีความหมาย และมีความสำคัญ อยากเขียนให้ละเอียดกว่านี้แต่เนื้อที่ไม่พอ เอาเป็นว่าปมปัญหาในบ้านคลี่คลายได้เมื่อหันหน้าเข้าหากัน พยายามเข้าใจอีกฝ่าย และมีกิจกรรมที่มีความหมายร่วมกัน ว่าไปแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังรักครอบครัวเลยก็ว่าได้ ถ้าคนดูไม่ไปยึดติดกับวิธีนำเสนอที่พิศดาร (แต่ดูสนุก) ..เป็นการเล่าเรื่องแบบ connotation ซึ่งต่างจากแบบ denotation ..ซึ่งการเล่าแบบ connotation เป็นวิธีเดียวกับการเล่าตำนาน พงศาวดาร เรื่องทางศาสนา คือจะตีความตามตัวอักษรไม่ได้ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์แทนค่าเกือบทั้งหมด เรื่องแบบนี้คนโบราณเขาเข้าใจดี