|
Behind Secret Room no.7
PRODUCTION DIARY บันทึกเบื้องหลัง จากปากคำของหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างหนังอิสระ
แหวกแนวและ แปลกประหลาดของเมืองไทย การผสมผสานทางความคิดและกระบวนการ visualization
ของกลุ่ม คนที่ทำงานเกี่ยวกับภาพถ่าย ภาพยนตร์ งานโฆษณา และสิ่งพิมพ์
01
[ บทสนทนาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 ]
เบื้องหลังโครงการ : ความลับ
ห้องหมายเลข 7
เกี่ยวกับแนวความคิด
"ไม่อยากพูดว่าเป็นหนังอาร์ต เพราะเดี๋ยวขายไม่ออก.."
หนึ่งใน executive producer ของโครงการร่วมระหว่าง NIEPCE House และ 253
กล่าว
"เอาเป็นว่า พวกเราสนุกกับเรื่องนี้ สนุกที่ได้ลองข้ามเงื่อนไขหลายอย่างของการสร้างหนัง"
แล้วจะเรียก "ความลับ ห้องหมายเลข
7" ว่าเป็นหนังทดลองได้หรือไม่
"ไม่ใช่หนังทดลอง ..เพราะหลายๆอย่าง คนอื่นเขาเคยทดลองทำกันมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน
หรือญี่ปุ่น เราก็แค่หยิบเทคนิค หรือการนำเสนอบางส่วนมาปรับแต่งใหม่ ผสมกับวิธีการของเราเอง
แต่โดยรวมแล้ว เราก็ยังต้องคำนึงถึง "การเล่าเรื่อง" และ "การนำเสนอ" ในแบบที่คนดูสามารถเข้าใจได้ด้วย
..เราไม่ได้มีเงินเหลือใช้ขนาดที่จะเอามาแจกนักแสดง-ทีมงาน แล้วไม่มีรายรับกลับเข้ามา
..คือต้องเข้าใจว่า เราจะทดลองเล่นอะไรก็ได้ แต่มันก็ยังต้องอยู่ในขอบเขตที่
"ขายได้" และ "ดูสนุก" เพราะถ้าคุณนำเสนอแนวคิดอะไรสักอย่าง แล้วคนดูหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง
มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
ทำไมชอบทำเรื่องผีกันนัก อยากเห็นผีกันมากหรือไง
"หนังสยองขวัญ โดยพื้นฐานของมันแล้วเป็นภาพสะท้อนสังคมในแต่ละยุค แต่ละช่วงเวลาเสมอมา
ไม่ว่าคนสร้างจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถ้าคุณอ่านข้อความที่แฝงอยู่ในหนัง ตั้งแต่ยุคหนังเงียบมาจนถึงปัจจุบัน
มองในบริบทของสังคม-การเมืองในช่วงเวลาที่หนังถูกสร้างขึ้น เราจะเห็นความวิตกกังวล
หรือความกลัวของคนในยุคสมัยนั้น ไม่ใช่เพราะผีมันน่ากลัว แต่เป็นเพราะการมีชีวิตอยู่
มันน่ากลัวยิ่งกว่า โดดเดี่ยวยิ่งกว่า "ความกลัว" ที่พูดถึงไม่ใช่กลัวผี
แต่เป็นการกลัวชีวิตจริง กลัวบาปกรรม กลัวสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีต กลัวสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ
ผีเป็นแค่ตัวแทนของความรู้สึกเหล่านี้
การดูหนังผี มันก็เป็นการเผชิญหน้ากับ
"ตัวแทนของความหวาดกลัว" ในสภาวะที่ปลอดภัยที่สุด ปลดปล่อยความกดดันในชีวิตไปได้พอสมควร
..ก็คล้ายกับการวิ่งออกกำลังกาย หรือไปกินเหล้า"
แต่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าหนังผีเป็นเรื่องไร้สาระอยู่ดี
ไร้สาระแบบโคตรๆเลย
"จริง ..ทุกคนคิดแบบนั้น และเป็นเรื่องดีด้วย ในทางการตลาด ถ้าคนส่วนใหญ่มองว่าหนังผีมีสาระ
และแฝงข้อความเกี่ยวกับสังคม การเมืองร่วมสมัยเมื่อไหร่ วันนั้นจะเป็นจุดจบของหนังผีและหนังสยองขวัญ
เพราะจะไม่มีคนดู ..เพราะทุกคนจะคิดว่ามันซีเรียส มันเป็นอาร์ต เป็นดราม่า
มันไม่ใช่ความบันเทิง ..ตายเลย ไม่ต้องขาย ไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว "
แล้วทดลองเล่นอะไรกันไปบ้าง
"ส่วนมากจะเป็นเรื่อง production พวกมุมกล้องพิศดารทั้งหลาย แล้วก็เรื่อง
lighting ..ส่วนมากก็หาวิธีใช้กล้องดิจิตอลให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ดูดี
ดูเท่ที่สุดในแบบของมันเอง ..คือถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม แน่นอนว่ามันต้องสวยงามกว่าดิจิตอลอยู่แล้ว
แต่กล้องฟิล์มก็มีข้อจำกัด กินแสงก็เยอะ และที่สำคัญเฉพาะค่าฟิล์มก็ล้านกว่าบาทแล้ว
แต่กับกล้องดิจิตอล ซึ่งเราใช้อยู่หลายขนาด มีทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ ..เจ้ากล้องตัวเล็กนี่มันเลื้อยไปได้ทุกหนแห่ง
ในซอกมุม รูเท่านิ้วชี้ มันก็สอดเข้าไปได้
กล้องเล็กนี่ ทอม (ศิรวัชร นาคอินทนนท์
/ producer ของ NIEPCE House) เป็นคนไปซื้อมา คือเขาเตรียมมาทำหนังอะไรของเขาอยู่ก่อนแล้ว
พอดีก่อนเริ่มทำหนังเรื่องนี้ เคยคุยกันว่าน่าจะใช้กล้องหลากหลายสักหน่อย
และไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะออกมาไม่เหมือนหนังถ่ายด้วยฟิล์ม เพราะมันไม่ใช่หนังฟิล์มอยู่แล้ว
จงภูมิใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่จริง ..ทอมก็มีแนวคิดที่จะใช้กล้องเล็กนี่อยู่แต่ต้นแล้วด้วย
คุณแอ้น (วิสัน จิระอังกูรสกุล / ช่างภาพ ) ก็ชอบกล้องเล็กนี่มาก บอกได้เลยว่าไม่มีกองถ่ายที่ไหนหรอก
(ในตอนนี้) ที่แผลงขนาดนี้ ไว้ให้หนังเสร็จเรียบร้อยและดูดีก่อน แล้วค่อยเผยโฉมกล้องจิ๋วของเรา
..แต่มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ ไม่ได้ใช้ตะบี้ตะบันทั้งเรื่อง
เห็นว่าแต่เดิม เรื่องนี้ชื่อ Death of Vanishing School- อะไรสักอย่าง
..เป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า
มันพัฒนามาจากเรื่องนั้น แต่เมื่อขอบเขตโครงการมันขยาย ..ลงทุนมากขึ้น
แปลว่าต้องทำเพื่อตลาดที่กว้างขึ้นด้วย พอมีการตลาดเข้ามาเกี่ยว เนื้อหาก็ต้องยาวขึ้นอีก
ไม่งั้นมันไปตลาดต่างประเทศไม่ได้ ..อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 90 นาที ..แก้มาแก้ไป
ประเด็นของเรื่องเดิมมันเปลี่ยน เพราะตัวละครมันเพิ่มขึ้น ไหนๆแล้วก็เลยเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลย
รวมทั้งชื่อเรื่องด้วย ..แต่มันเริ่มมาจากเรื่องนั้นแหละ
ที่ผ่านมามีเรื่องให้แปลกใจบ้างไหม แบบผีในกองถ่าย ..กองถ่ายไหนๆเขาก็มีผีกันทั้งนั้นนี่
..ใช่ไหม
ไม่มีผี ..เรื่องแบบนี้ต้องให้ทอมมาเล่าจะดีกว่า จะมีก็แต่เรื่องน่ากังวลใจ
..คือเล่นสนุกอย่างเดียวมันง่าย แต่เล่นแล้วให้มีรายได้กลับคืนมามันซับซ้อนกว่า
มีเรื่องให้คิดเยอะ
ไหนบอกว่าไม่มีผีในกองถ่าย แล้วมือเด็กบนประตูนั่นมาได้ไง ..เหอ
ไม่มีผีในกองถ่ายนะ ..มือเด็กนั่น ระหว่างถ่ายทำเราก็ไม่เห็นนะ แต่ดันมาเห็นตอนที่เขากำลังตัดต่อ
แบบนี้ไม่เรียกว่าผีในกองถ่ายหรอก ต้องเป็นผีในห้องตัดต่อมากกว่า
พูดแบบนี้ ..ท๊อปเปอร์ (อรรถพล นาคอินทนนท์ editor ของ niepce House )
ยิ่งเป็นคนกลัวผีอยู่
นั่นดิ .. เรารู้กันแค่นี้ก็พอ ..ว่าแต่เคยเล่าแล้วใช่มั๊ยว่าที่ตึกร้างนั่นเคยมีคนฆ่าตัวตาย
เคยเล่าแล้ว เล่าตอนกลางคืนด้วย..เปลี่ยนเรื่องคุยแล้วนะ
แล้วเรื่องศพคนงานที่อยู่ใต้บันไดล่ะ ..เล่าให้ฟังหรือยัง
กพล ทองพลับ ใน ความลับ ห้องหมายเลข 7
SECRET ROOM no. 7 A niepce house Production in association with 253
ผลงานของบริษัท เนี้ยบเฮ้าส์ ร่วมกับ 253
A FILM BY
Kirati Nak-intanond and Sirawat Nak-intanond
ภาพยนตร์ โดย กิรติ นาคอินทนนท์ และ ศิรวัชร นาคอินทนนท์
Kapol Thongplub Jintana Aromyen and Thikumporn Narintavanich
with Nutchaya Soranan Phatya Kalwathanon and Juthamanee Klompirom
กพล ทองพลับ จินตนา อารมณ์เย็น ทิฆัมพร นรินทวานิช
และ ณัฐชยา สรนันท์ ปรัชญา กัลวทานนท์ จุฑามณี กล่อมภิรมย์
CASTING BY
Pawarisa Aun-ruean ปวริศา อุ่นเรือน
EDITED BY
Kirati Nak-intanond and Uttaphon Nak-intanond กิรติ นาคอินทนนท์
อรรถพล นาคอินทนนท์
PRODUCED BY
Sirawat Nak-intanond and Pawarisa Aun-ruean by ศิรวัชร นาคอินทนนท์
ปวริศา อุ่นเรือน
SOUND BY
Sitpong Numa ศิษฏ์พงษ์ หนูมา [HAKUNAMATATA HOUSE]
EXECUTIVE PRODUCER
Vichien Nak-intanond and Poomkamol Phadungratna
DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY
Visan Jira-angkulsakul วิสัน จิระอังกูรสกุล
WRITTEN BY
Poomkamol Phadungratna ภูมิกมล ผดุงรัตน์
DIRECTED BY
Kirati Nak-intanond and Sirawat Nak-intanond กิรติ นาคอินทนนท์
และ ศิรวัชร นาคอินทนนท์
|